Make your own free website on Tripod.com

Battle handsome part 3

สังเวียนที่ 2 เกมส์เซ็นเตอร์ การปะทะระหว่างยอดนักสืบกับยอดนักดาบ!
  เวลาผ่านไป3ชม. คุโด้ ชินอิจิยังไม่เจอใครเลยตั้งแต่วิ่งออกมาจากห้องนั้น รู้แค่ข่าวที่บุรุษตี๋ประกาศออกลำโพงดังไปทั่วห้างว่าฮัตโตริ เฮย์จิออกจากเกมส์แล้ว โธ่ถัง เพื่อนสนิทของเขาป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง? บทลงโทษของเกมส์คงทำให้เขาเปลี่ยนไป ชินอิจิไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการและสาบานว่าจะไม่ยอมให้ใครเอาเขามาเล่นyaoiคู่กับเฮย์จิอีกแน่ๆ ต่อจากนี้นักสืบแห่งตะวันตกคงต้องเป็นอันยุติซะแล้ว เหลือเพียงนักสืบหนุ่มรูปหล่อแห่งตะวันออกเพียงคนเดียวที่จะมาคลี่คลายคดีด้วยความหล่อเหลาเร้าใจสาวต่อไป ชินอิจิตั้งใจว่าหากเขาเจอเฮย์จิเมื่อไหร่เขาจะต้องปลอบใจเพื่อนรักของเขาแน่ๆ ไม่เป็นไรเพื่อน อย่างน้อยหน้าของนายก็มีประโยชน์ไว้ใช้ข่มขวัญคู่ต่อสู้เวลาแข่งเคนโด้ ยอมรับซะเถอะ ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเสมอ สู้ต่อไปไอ้มดแดง เอ้ย เฮย์จิ…

ชินอิจินั่งพึมพำจนอดน้ำตาซึมไม่ได้กับมิตรภาพที่เขานั่งคิดถึงอยู่ แต่แล้วทุกอย่างก็ต้องยุติไปเมื่อเกมส์เซ็นเตอร์ที่เขานั่งมืดๆอยู่จู่ๆไฟจากหน้าจอต่างๆก็สว่างวาบขึ้นมา เครื่องเกมส์ทั้งหมดเมื่อได้พลังงานเพียงพอก็เริ่มการทำงานอย่างเต็มที่ เสียงจากตู้แล้วตู้เล่าประโคมขึ้นพร้อมกันราวกับเป็นเสียงเปิดฉากการต่อสู้

ชินอิจิกระโดดหลบไปหลังตู้dead or alive2ขนาดใหญ่ อายะเนะกำลังเตะกับเบสอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยหน้าอกหน้าใจเหลือล้นจนสงสัยว่ากระโดดขึ้นกระโดดลงไปมาอย่างกับแมวได้ยังไง ลำโพงดันอยู่ใกล้ๆก็ประเคนเสียงดนตรีเร้าอารมณ์กับเสียงเตะต่อยยังกับระเบิดเอาใจคอซาดิสต์ถล่มใส่หูจนแทบระเบิด อย่างนี้เรื่องที่จะคอยฟังเสียงผู้ที่เข้ามาก็พับเก็บไว้ได้เลยแต่อย่างน้อยคนนั้นก็ไม่ได้ยินเสียงเขาเหมือนกันนั่นแหละ แต่ปัญหาคือคนนั้นเขาคือใคร?

ชินอิจิยังไม่ขยับตัวไปไหน สถานการณ์อย่างนี้เขาควรจะรู้ตัว’ศัตรู’ก่อนค่อยตัดสินใจลงมือ ไคโตะ?ไม่น่า ท่าทางอย่างนั้นน่าจะเป็นคนซุ่มลอบเข้ามาเงียบๆหรือใช้วิธีหลอกล่อวางแผนอย่างอื่นมากกว่าจะใช้วิธีตรงๆเข้ามาอย่างนี้ ฮาคุบะเหมือนกัน ตามวิสัยนักสืบแล้วยิ่งไม่น่าเข้าไปใหญ่ คนที่จะทำอย่างนี้ได้ต้องมั่นใจในฝีมือตัวเองมาเวลาเจอใครตัวต่อตัว คนที่มีศิลปป้องกันตัวที่ตัวเองเชื่อถือได้มากกว่าสมอง โอกิตะ โซชิ แต่ไม่นานข้อสงสัยก็ถูกเฉลยเมื่อแสงเงินวาวบนตัวดาบถูกสะท้อนออกมาเมื่อมันออกจากฝัก

โชคยังเข้าข้างชินอิจิที่เกมส์เซ็นเตอร์ค่อนข้างจะมืด แสงไฟที่วูบวาบไปมาจากหน้าจอก็พรางเงาของเขาที่เคลื่อนไหวไปมาได้ เดินไปทางไหนโดนอะไรเสียงเกมส์ก็กลบและตู้เกมส์ที่วางเรียงรายกว่า40ตู้ก็เป็นเขาวงกตให้เขาหลบหนีได้เป็นอย่างดี เสียเพียงอย่างเดียว…ประตูที่มีเพียงที่เดียวนี่สิ…ชินอิจิยังนึกเจ็บใจไม่หายว่าถ้าเขาเป็นโคนันอาจจะดีกว่านี้ก็ได้ อย่างน้อยยังมีตัวช่วยเป็นอุปกรณ์อีกเยอะ แต่ยังไงก็เหอะ อาวุธที่ดีที่สุดก็ยังอยู่ที่ตัวเขาเสมอ…สมองกับความสามารถพิเศษอีกอย่างนึง

ชินอิจิค่อยๆเคลื่อนที่ย่อตัวหลบไปมา เล่นเกมส์ซ่อนหากับโอกิตะ ในสมองก็พลางคิดแผนการณ์ไปด้วยตามนิสัยจนกระทั่งจู่ๆเครื่องเกมส์ทั้งหลายแหล่ตรงกลางลอยขึ้นมาได้โดยไม่ทราบสาเหตุ

“โยโกอิชิมอนจิ!!!!!!ย้าาาาาา…..!!!!!”เพลงดาบสุดร้ายกาจในตำนานที่อัดสุญญากาศไปฟาดฟันเป้าหมายตรงหน้าตามแนวดาบมีความคมกริบและกินระยะไกล เครื่องเกมส์ที่ขวางทางอยู่กระเด็นกระจายเป็นเสี่ยงๆประกายไฟฟ้าจากปลายสายไฟที่ถูกตัดส่องแสงสีฟ้าขาวเป็นจังหวะโลดเต้นในความมืดเป็นหย่อมๆ ท่าทางโอกิตะขี้เกียจเล่นเกมส์ซ่อนหากับชินอิจิซะแล้วสิ

/ ไม่ได้การ ถ่วงเวลาต่อไปไม่ดีแน่ / ชินอิจิคิด เพราะยิ่งเวลาผ่านไปกำบังเขาก็ยิ่งหายไปด้วย ในที่โล่งๆเขาก็กลายเป็นเป้าหมายได้อย่างดี ยิ่งเจอเพลงดาบนี้ยิ่งหนีไปไหนไม่พ้น ชินอิจิยื่นมือไปคว้าสายไฟเล็กๆเส้นนึงมากำไว้ในมือก่อนตัดสินใจพุ่งตัวไปหลังเสาต้นใหญ่ เขาเป็นนักฟุตบอลมาก่อนเรื่องวิ่งแค่นี้ก็เร็วพอไม่อายใครล่ะน่ะ

แต่ไม่ไวพอสำหรับสายตาโอกิตะ สำหรับนักดาบอย่างเขาความเร็วของสายตาเป็นเรื่องกำหนดความเป็นความตายของตัวนักดาบเองจึงต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีบวกกับพรสวรรค์ของเขาก็ยิ่งแล้ว… เพียงไม่กี่วินาทีเสาต้นใหญ่2คนโอบก็หล่นแยกออกมาเป็นท่อนๆเหมือนแท่งเตาหู้ถูกมีดลนไฟเฉือนเหลือเพียงปลาย2ข้างที่ติดอยู่บนเพดานและพื้นเท่านั้น

โชคดีที่ชินอิจิโจนตัวออกมาทันก่อนที่จะมีสภาพเหมือนเสา ในจังหวะที่เสาปูนหล่นลงมาจนเศษปูนฟุ้งไปทั่วเป็นม่านหมอกบังตาก่อนจะจางลง ชินอิจิก็เข้าไปหลบในตู้สี่เหลี่ยมเล็กๆคล้ายตู้โทรศัพท์แต่ใหญ่กว่า

ตู้ที่ว่ามีเรียงรายติดกันเกือบ10ตู้ โอกิตะรู้ดีว่าชินอิจิต้องอยู่ในตู้ใดตู้หนึ่งแน่ๆ เร็วเท่าที่ใจคิด รัศมีคมดาบก็ค่อยๆฟาดฟันทีละตู้ตัดตัวเลือกออกไป ตู้พวกนี้มีก็ไม่ถึงร้อยสักหน่อย ถ้าทำลายทั้งหมดก็ต้องถูกบ้างนั่นแหละ ชินอิจิเองก็รู้ข้อนี้ดี

“ทำไมถึงยึดติดกับเรื่องนี้นัก? บอกฉันหน่อยสิ โอกิตะ โซชิ”ก่อนที่โอกิตะจะฟันมาถึงตู้ที่เขาอยู่เพียงตู้เดียว ชินอิจิก็เปิดประตูเดินออกมา สองมือล้วงในกระเป๋ากางเกงอย่างที่เคยเห็นกันอย่างเจนตา สายตามองดิ่งมาที่คู่สนธนาที่กำลังเตรียมพร้อมเงื้อดาบในมือ

“ฉันมีเหตุผลของฉันก็แล้วกัน”ใบหน้าที่อยู่ตรงหน้ามองกลับมาคมราวกับส่องดูตัวเองในกระจกน้ำนิ่ง เสียงดนตรีจากตู้เกมส์ที่ยังเหลืออยู่ยังดังลั่นเป็นจังหวะ

“หึ ไหนๆฉันก็ต้องแพ้ ฉันไม่สามารถทำอะไรได้สักอย่าง นายจะช่วยบอกทีได้มั้ยล่ะว่าฉันควรออกจากเกมส์นี้เพราะอะไร?จะได้โล่งใจสักที”

“ฉันมีสิ่งที่ฉันหวังเอาไว้ สักวันที่คนๆนั้นกลับมาฉันอยากจะสู้กับเขาอีกสักครั้ง เพราะฉนั้นถ้าหน้าตาเปลี่ยนไปเขาก็จำฉันไม่ได้น่ะสิ ย้าาาาา!!!!”ปลายดาบที่แหวกอากาศลงมาส่งเสียงร้องหวีดแหลมก่อนถึงเป้าหมายที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า

“เจ้าโง่!!!!แค่บอกชื่อเดี๋ยวเขาก็รู้แล้วว!!!!!!ย้าาาาาาาา”จังหวะเดียวกับที่ปลายดาบจะฟาดลงมาตัวชินอิจิกระโดดหลบปลายดาบเหลือแต่ปลายเสื้อที่ไม่พ้น มือขวาในกระเป๋าก็ถูกชักออกเปิดประตูตู้นั้น เมื่อไม่มีประตูติดฟิลม์ทึบกับตัวชินอิจิบดบัง แสงสว่างจากหน้าจอทีวีในตู้ก็ส่องออกมาเข้าตาโอกิตะ มือซ้ายอีกข้างก็ชักออกตามมาด้วยเช่นกัน สิ่งที่ติดออกมาด้วยก็คือ ไมโครโฟน สายไฟเกือบ3เมตรติดอยู่กับส่วนหนึ่งของทีวี ใช่แล้ว ตู้ที่ว่านี้ก็คือคาราโอเกะบ็อกซ์นี่เอง

“โอ้ยยยยย พอที!!!!หนวกหูว้อยยย”โอกิตะเอามือปิดหูตัวเอง ชินอิจิตะโกนเสียงร้องทั้งหมดลงไปสู่ไมค์ จังหวะเพลงที่ดังออกมาจากตู้ก็ดังไม่แพ้กัน แต่เป็นที่น่าแปลกว่าทั้งๆที่ทีวีและคนร้องร้องเพลงเดียวกันแต่ทำนองคอร์ดคีย์กลับเหวี่ยงไปคนละทิศคนละทางได้ขนาดนี้

โอกิตะเหวี่ยงดาบไปมาแต่ไม่มีครั้งไหนโดนตัวชินอิจิเลยเพราะว่าเหวี่ยงทีนึงก็ต้องคอยเอามืออุดหูตัวเอง โอ้ ชินอิจิช่างร้ายกาจจริงๆ แต่ไมค์เดียวยังไม่พอ ชินอิจิวิ่งเข้าไปในตู้ที่ยังใช้การได้คว้าไมค์มาอีก3อัน รวมที่เขาถือก็4อัน8ลำโพง 6ลำโพงไม่มีทำนองเพราะไม่ได้เปิดทีวีเพราะฉนั้นก็เหลือแต่เสียงชินอิจิเองล้วนๆเพียวๆ…

“โอ้ย ให้ตายสิ ไม่คิดว่าจะห่วยแตกขนาดนี้นะเนี่ย!!!”สุภาพบุรุษตี๋ที่คอยมองผู้เข้าแข่งขันทุกคนทางทีวีวงจรปิดถึงกับปล่อยมือจากตะเกียบเลิกกินมาม่าตรงหน้ามาปิดหู และเมื่อเห็นว่ามันดังเข้าไปใหญ่ก็ปิดเสียงทีวีมันซะเลย

แต่โอกิตะเขาไม่ได้ดูทีวี เขาอยู่ในliveสดๆ เขาไม่มีปุ่มปรับวอลุ่มทางเดียวที่ทำได้คืออุดปากคนร้องตรงหน้า แต่สภาพที่เขาต้องปิดหูตัวเองและชินอิจิที่ร้องไปวิ่งไปเร็วยังกับลิงทำให้หมดสิทธ์โดยสิ้นเชิง โอกิตะทำได้แค่มองตามชินอิจิที่วิ่งหลบเขาไปมาเท่านั้นจนในที่สุดเขาก็เหลือบไปเห็นสายไฟเส้นใหญ่ระโยงระยางเต็มหลังเสาที่เขาฟันไปเมื่อครู่ แน่นอน ทุกสายนั้นเชื่อมไปที่…

/ คราวนี้แหละ แก!!! / โอกิตะวิ่งไปตามสายตาที่เขาจ้องอยู่ มือทั้งสองข้างยังปิดหูและข้างนึงถูกปล่อยลงเมื่อไปถึงสายไฟและสวิทซ์เหล่านั้นเพื่อที่จะสับสวิทซ์ให้ลำโพงหยุดทำงาน แต่พอมือของเขาสัมผัส…

“……..!!!!!!!!!??????????!!!!!!!!!!……..”พลังงานไฟฟ้าหลายร้อยโวล์ทก็วิ่งเข้าสู่ตัวเขาทันที ตามตำราที่บัญญัติศัพท์ว่าไฟดูดเขาก็พึ่งรู้ว่ามันเป็นจริงก็คราวนี้เพราะท่าทางมันจะรักเขามากดูดนิ้วเขาติดไปทั้งอย่างนั้น ดาบที่ถืออยู่ข้างนึงก็ฟาดไปมาโดนสายไฟอีกคราวนี้เลยมากันทั้งสองทางเพิ่มความสนุกสนานให้กับเขายิ่งขึ้น ทีวีและลำโพงทั้งหมดหยุดทำงานเพื่อจะแบ่งพลังงานไฟฟ้านี้ให้โอกิตะเต็มที่อย่างมีเมตตา ก่อนที่สติเขาจะแยกออกไปจากร่างสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นสายทองแดงเปลือยพันอยู่ระหว่างสวิทซ์กับสายไฟ…

“เฮ้อ ตามที่วางแผนไว้เป๊ะ ดีนะที่ตอนนั้นพันสายไฟทันก่อนที่มันจะฟันเสาล้มลงมา”ชินอิจิเดินเข้ามาหาร่างโอกิตะที่นอนนิ่งอยู่กับพื้นหลังจากสับเบรกเกอร์จนทั้งห้องกลับสู่ความเงียบและมืดมิดอีกครั้ง มีเพียงเสียงหายใจถี่หนักของตัวเองจากการโหมร้องเพลงกับการวิ่งล่อไปมา

“ต้องขอบคุณเครื่องเกมส์ที่เหลือด้วยที่กลบเสียงไม่ให้โอกิตะได้ยินเสียงเพลงจากทีวีแล้วรู้ตัวก่อน แต่มันไม่รู้นี่หน่าว่าเราร้อง…เอ่อ ไม่ค่อยเพราะ ช่างเหอะ…อ่า…”สิ่งที่เขาควรทำต่อไปก็คือกำจัดคู่แข่งที่นอนสลบอยู่แต่สภาพผมทรงแอฟโร่กับสีผิวที่ดำเร็วกว่าไปอาบแดดที่ซาฮาร่าทำให้ชินอิจิตัดสินใจเลือกที่จะหลบหนีไปก่อนที่คนอื่นที่เหลือจะรู้ตัวแล้วแห่มากำจัดเขาที่กำลังเหนื่อยอ่อนอีกคน

ไม่นาน ใบหน้าของโอกิตะที่นอนนิ่งอยู่ก็ถูกปกคลุมด้วยควันสีชมพูที่พ่นออกมาจากอัญมณีกลางวงแหวนบนหน้าผากของเขาเอง…

***

เลขที่2 โอกิตะ โซชิ…ออกจากเกมส์

คงเหลือ…3คน

เขตอันตราย…ชม.ที่5 ชั้นจอดรถใต้ดินถึงชั้น4

***

To be continued