Make your own free website on Tripod.com

The prince

HxS / GxS / romance / rate PG-13

ฮัตโตริ เฮย์จิ เจ้าเมืองโอซาก้าและเป็นนินจามือหนึ่งแห่งตะวันตก
เมื่อเขาเกิดเบื่อขึ้นมาเลยมีแผนไปบุกปราสาทโตเกียวที่กบฏยีนครอบครองอยู่ และได้พบคุโด้ ชินอิจิ
ลูกชายคนเดียวของเจ้าเมืองโตเกียวคนก่อน เขาจึงตัดสินใจช่วย

  /ฉึก ฉึก/

มีดสองง่ามพุ่งแหวกอากาศตรงไปปักเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วจากฝีมือคนขว้างที่อยู่ไกลไม่ต่ำกว่า100หลา

“เป็นไงล่ะ ฝีมือข้า”เจ้าของมีดสองเล่มนั้นพูดขึ้นมา

“ฝีมือท่านน่ะไม่มีใครในเมืองแห่งนี้สามารถเทียบเทียมได้อยู่แล้วเพคะ”หญิงสาวผู้เป็นเพื่อนเล่นแต่เยาว์วัยพูดขึ้น

“แต่ท่านน่ะเป็นถึงผู้ครองเมืองแห่งแคว้นโอซาก้านี้ ท่านเองก็ควรจะสำรวมและเอาใจใส่ในหน้าที่นี้หน่อยนะ!”เธอคนนั้นพูดย้ำด้วยเสียงสุดจะทนพร้อมกับชี้ไปทางเรือนที่มีข้าราชการต่างๆกำลังรอถวายงานอยู่

***

-ตกดึก-

“เฮ้อออ เบื่อๆๆๆๆ เหนื่อยสายตัวแทบขาด” เด็กหนุ่มผิวเข้มบ่นพลางบิดเนื้อตัวเพื่อยืดเส้นสายพลางหาวหวอดใหญ่

หญิงสาวถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายที่ดูยิ่งกว่า”บ่นไม่ได้นะ ในเมื่อเจ้าเป็นถึงฮัตโตริ เฮย์จิผู้ครองแคว้นโอซาก้าแห่งนี้ เมืองที่ใหญ่และเจริญขึ้นมาได้ด้วยความอุตสาหะจากท่านฮัตโตริรุ่นก่อนๆ เจ้าจะทำเล่นๆไม่ได้นะ”

“เรื่องนั้นข้าก็รู้ เจ้ากรอกหูข้าทุกวัน คัทซึฮะ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ข้าต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว โอซาก้าก็หาใช่เป็นอื่น จะว่าไปก็เหมือนเป็นแม่ที่ให้กำเนิดข้ายังไงข้าก็ต้องปกปักรักษา แต่ว่า…เบื่ออออเฟ้ย!!!!”

“บ่นแล้วจะเอายังไง หรือจะเอาสำรับไพ่มาเล่นกับข้า หรือจะเล่นหมากรุก?”

“โอ้ย กีฬาคนแก่ๆอย่างนั้นข้าไม่เอาด้วยหรอก”

คัทซึฮะหน้างอทันทีเพราะทั้งสองอย่างเป็นของที่เธอชอบเล่นมาแต่เล็กแต่น้อย

“ข้าอยากจะทำอะไรที่มันตื่นเต้น!! ยังไงพ่อของข้าที่เป็นเจ้าเมืองคนก่อนก็มีโรงฝึกนินจาที่เลื่องชื่อ ข้าเองก็เป็นศิษย์เอกยากจะหาใครเทียบ แต่กลับต้องเอาวิชาที่ได้มามานั่งดองที่ปราสาทอย่างนี้ทุกวัน ไม่นานฝีมือข้าต้องตกแน่ๆ”เจ้าเมืองคนปัจจุบันเริ่มตีโพยตีพายเดินว่อนไปรอบห้อง

“ใช่แล้ว!!!” หลังจากเดินวนไปได้5รอบใหญ่ เฮย์จิก็ตะโกนใส่คัทซึฮะ

“ข้ามีวิธีคลายเบื่อแล้ว!!”

***

-โตเกียว-

“นี่กลับเถอะ ออกมาอย่างนี้ไม่ดีนะ ทหารก็ไม่ได้เอามาสักคนถ้าเจ้าเป็นอะไรโอซาก้าต้อง…อุ้บ”หญิงสาวที่กำลังพูดอยู่ถูกขนมดังโงะยัดเข้าไปเต็มปาก

“ชี่ย์ พูดออกมาทำไมเล่า”เฮย์จิทำท่าหันรีหันขวางรอบๆร้านขนมเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครได้ยิน

“เรื่องงานข้าฝากฝังไว้กับท่านลุงโทยามะแล้ว ไหนๆก็ออกมาเป็นการส่วนตัวได้ก็ต้องหาเรื่องสนุกๆให้คุ้มหน่อยล่ะ”

หญิงสาวทำหน้าเบ้ พยายามเคี้ยวขนมในปากให้หมดก่อนพูดต่อ

“แล้วทำไมต้องมาโตเกียวด้วยเล่า ตอนนี้ใครๆก็รู้ว่ามีเรื่องภายใน บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์วุ่นวาย ได้ข่าวว่าราชวงศ์องค์ก่อนถูกล้มแล้วฆ่าซะเกลี้ยงไม่มีเหลือ ตอนนี้เจ้าเมืองคนปัจจุบันเขาก็ลือกันว่าร้ายนัก เห็นว่ารีดภาษีชาวบ้านตั้งมากมาย ไม่รู้เอาไปทำอะไร ปราสาทก็ปิดเงียบ เวรยามหนาแน่นแม้แต่มดสักตัวก็เข้าไปไม่ได้ ดูสิ ตอนนี้รอบๆเมืองก็ดูหมองๆไงก็ไม่รู้ประชาชนก็…”

“รู้แล้วๆ เจ้านี่ก็รู้เยอะพูดมากจริง เดี๋ยวใครได้ยินเอาเราไปฟ้องก็จบเห่”เฮย์จิเตรียมขนมในมืออีกไม้ทำให้คัทซึฮะหุบปากอย่างรวดเร็ว

“ใช่ เพราะเหตุการณ์อย่างนี้แหล่ะถึงเร้าใจไง”

“เอ๋?”

“คืนนี้ฉันจะลอบเข้าไปในพระราชวังที่ใครๆเรียกว่าปราการหินนั่นดู”

***

หลังจาการถกเถียงครั้งใหญ่เรื่องแผนการณ์แก้เบื่ออันอุตริของเฮย์จิ คัทซึฮะค้านหัวชนฝา ทั้งๆที่ตัวเองก็สะกิดใจอยู่แล้วว่าทำไมจู่ๆเฮย์จิถึงชวนมาที่โตเกียวทั้งๆที่ไม่ใช่เมืองที่น่าเที่ยวจากปัญหาเรื่องการปกครอง ยิ่งพูดว่าอันตรายเท่าไรเฮย์จิยิ่งอยากลอง บอกว่าอยากใช้วิชาที่ตัวเองได้ร่ำเรียนมาลอบเข้าปราสาทแห่งนี้ดูสักหน ปราสาทที่ว่าแม้นินจาผู้เก่งกาจปานใดก็ไม่สามารถรอดออกมาได้สักราย

คัทซึฮะ ลูกสาวของผู้ช่วยผู้ครองแคว้นโอซาก้า โทยามะ ทั้งคู่ก็เป็นลูกศิษย์ของสำนักนินจาฮัตโตริเหมือนกัน ทั้งยังเป็นเพื่อนและผู้ใกล้ชิดกันในแต่ละรุ่น ฝีมือเป็นเลิศเรื่องข่าวสาร

ด้วยความรั้นของเฮย์จิที่ว่ายังไงๆก็ต้องไปให้ได้ ทำให้คัทซึฮะจำยอมหาแผนผังวังนั้นอย่างน้อยโดยคร่าวเพื่อหาทางหนีทีไล่ให้ก่อนที่เพื่อนของตนจะเป็นเศษเนื้อกลับออกมา

***

-คืนนั้น-

“แน่ใจแล้วเหรอว่าจะไป คนเดียวอย่างนี้มันอันตรายนะ เลิกเถอะ…”คำบ่นของคัทซึฮะร่ายยาวจนเฮย์จิรำคาญ รู้ว่าเพื่อนสาวคนนี้ห่วงตนมากก็จริง แต่เขาเองก็อยากทำตามใจเพื่อปลดปล่อยจากภาระอันนักอึ้งของคำว่าผู้ครองแคว้นสักหน จึงยืนกรานว่าจะไปคนเดียวและปล่อยให้คัทซึฮะรออยู่ในห้องพักตามลำพัง

เฮย์จิยืนอยู่เหนือหลังคาบ้านเรือนที่อยู่ใกล้เคียงกับปราสาทนั้นด้วยชุดนินจารัดกุมสีดำ วังนั้นยิ่งใหญ่แต่บรรยากาศช่างทมึนนัก รอบข้างมีคูน้ำลึก อีกทั้งกลไก เวรยามมากมายที่พร้อมจะจัดการผู้บุกรุกได้ทุกเมื่อ

“หึ อยากรู้นักว่าจะทานเราได้ถึงไหน”

เพียงเสียงใบไม้ปลิว บนหลังคานั้นก็ไม่เหลือร่องรอยของเฮย์จิแล้ว

***

เวลาผ่านล่วงไปเกือบ3ชั่วโมง เฮย์จิสามารถลอบเข้าไปได้สำเร็จแต่ก็ยากเย็นนักโดยเฉพาะการที่จะทำให้พวกเวรยามไม่รู้ตัวและหลบเลี่ยงกลไกต่างๆ

‘ ปกติมาถึงนี่ไม่น่าเกิน30นาที หึ ที่นี่มันหินอย่างที่เขาว่าจริงๆ แต่ว่ายังไงก็เถอะ สนุกชะมัด ฮิๆ เอาล่ะ ลองขึ้นไปให้ถึงห้องบนสุดดีกว่าแล้วค่อยกลับ ’บนฝ้าเพดาน เฮย์จิค่อยๆคลานผ่านไปอย่างเงียบเชียบ

ยิ่งสูงยิ่งยาก กับดักมากมายเหลือล้นจนเฮย์จิสงสัยว่ามีมากขนาดนี้เพื่ออะไร

‘ ชิ ตรงนี้ไปต่อไม่ได้แล้ว ‘

/แก้ก/

‘ ตายล่ะสิ ‘ เหงื่อเม็ดใหญ่ปุดขึ้นมาบนหน้าของเฮย์จิ เสียงเศษกรวดบนเพดานกระทบกับไม้เพราะความเผลอเรอบวกกับความมืดบนเพดาน จะมีใครได้ยินบ้างมั้ย?

“นั่นใคร”เสียงเด็กหนุ่มกังวานใสดังมาจากห้องเบื้องล่างจากเพดาน

“หากเป็นผู้ประสงค์ร้ายกับปราสาทแห่งนี้ ก็โปรดลงมาเถิดเพราะท่านก็นับว่าเป็นพวกเดียวกับข้าแล้ว”

ประโยคสุดท้ายทำให้เฮย์จิงง หมายความว่ายังไง หรือว่าคนๆนี้ถูกจับตัวมาโดยเจ้าของปราสาทแห่งนี้

หลังจากลองฟังเสียงต่างๆรอบๆ กอปรกับเสียงหายใจที่มีเพียวเสียงเดียวจึงมั่นใจได้ว่านอกจากเจ้าของเสียงนั้นไม่มีใครอื่นอยู่ด้วย

ฝ้าเพดานถูกยกออกมาเบาๆตามด้วยร่างของเฮย์จิที่ลงมาอย่างเงียบเชียบหลังจากมั่นใจแล้วว่าปิดพรางหน้าเรียบร้อยและเตรียมอาวุธยามฉุกเฉินพร้อมสรรพ

ประตูเลื่อนของห้องที่ลงมาเปิดกว้างรับแสงจันทร์ดวงโตกลมอยู่กึ่งกลางพอดี นอกระเบียงมีหมู่ดาวพราวแสงนับเป็นวิวที่ต้องตาต้องใจอยู่ไม่น้อย กลางห้องมีพื้นยกระดับปูด้วยฟูกเนื้อดีมีผ้าโปร่งห้อยลงมาจากเพดานคลุมไว้อีกชั้น เป็นเพราะผ้าที่ใสและแสงจันทร์ที่สาดเข้ามาทำให้เห็นผู้ที่หันหลังอยู่ภายในม่านนั้นได้ชัดเจน

“เจ้ามาเพื่ออะไร?”

“ข้ามาเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ”เฮย์จิตอบตามตรงผสมยียวน

“พักผ่อนหย่อนใจ?ที่ปราสาทแห่งนี้น่ะเหรอ”เสียงตอบกลับมาแสดงความแปลกใจเพียงชั่วครู่แล้วกลับไปในโทนเดิม

“ใช่ ที่นี่มันก็เหมือนสวนสนุกน่ะ”

“ถ้าคุกนี่เป็นสวนสนุกสำหรับเจ้าแล้ว ข้าก็ขอให้เจ้าได้รับความสำราญอย่างเต็มที่เถอะ”

“คุก?เจ้าถูกกักตัวอยู่รึ?”

สิ้นเสียงเฮย์จิ คู่สนธนาอีกคนหนึ่งค่อยๆหันกลับมา ดวงตาสีฟ้าใสที่เหมือนไม่แสดงความรู้สึกอะไร ใบหน้าที่เฉยชาแต่เข้ารูปราวกับรูปปั้น ผมสีดำขลับที่ปลิวบ้างตามแรงลมที่แล้วแต่จะพัดเข้ามา

“ข้าชื่อคุโด้ ชินอิจิ นักโทษของสวนสนุกแห่งนี้”

***

“เจ้าเองก็นับว่าเป็นนินจาฝีมือดีที่สามารถเข้ามาถึงในนี้ได้…”เสียงใสกังวานของชินอิจิทำลายความเงียบลง ทำไมถึงเงียบไป?เฮย์จิเองยังสงสัยหรือเป็นเพราะดวงตาคู่นั้นที่สะกดเขาเอาไว้

“…แต่โง่พอที่หาเรื่องเข้ามาในนี้เช่นกัน”เฮย์จิตื่นจากภวังค์ทันทีที่ได้ยิน เจ้าของเสียงหันกลับไปแล้วแต่คำพูดเจ็บแสบทำให้เฮย์จิตงิดๆอยู่ไม่น้อย

“เจ้าพูดออกมาได้ดีนี่ คิดว่าตัวเองพูดกะใครกันแน่ ข้าอาจจะเป็นนินจาที่เข้ามาปลิดชีวิตเจ้าก็ได้นะ”เฮย์จิหาเรื่องด่าคืนมั่ง คนอะไร หน้าตาดีแต่คำพูดแสบนักเฮย์จิคิด

ชินอิจิชำเลืองมาแค่ชั่วครู่”นินจาที่คิดจะบอกชื่อกับวัตถุประสงค์ตัวเองออกมาอย่างนี้ก็โง่ไม่ก็บ้าเท่านั้น และเรื่องที่เจ้าจะมาเอาชิวิตข้าก็กุขึ้นทั้งสิ้น”

…หน้าแตกอีกแล้ว”พูดดีนัก เชอะ ตอนแรกเห็นว่าถูกคุมตัว หวังไว้ลึกๆว่าอยากช่วย แต่ช่างเหอะ!ข้าคงคิดผิดไปเอง”

เสียงเงียบกริบไม่ต่างจากตอนมา ร่างเฮย์จิก็กลับไปอยู่บนเพดานเหมือนเดิม ก่อนที่จะปิดฝ้าแล้วจากไป ท่ามกลางแสงนวลสีทองเฮย์จิเห็นท่าทางเศร้าสร้อยฉายออกมาจากดวงตาคู่นั้นอย่างชัดเจน…

***

“เฮย์จิ!”หญิงสาวที่เดิมหน้ามุ่ยอยู่กลางห้องเปลี่ยนสีหน้าทันควันเมื่อรู้ว่าใครเข้ามา

“เป็นยังไงบ้าง มีคนรู้ตัวรึเปล่า บาดเจ็บมั้ย ปราสาทเป็นยังไง เจออะไรมาบ้าง”คัทซึฮะยิงคำถามเป็นชุด ตอนนี้เฮย์จิไม่มีขนมดังโงะอยู่ในมือเลยไม่รู้จะเอาอะไรอุดปากคุณเธอดี

“…เธอรู้จักคุโด้ ชินอิจิมั้ย?”เฮย์จิตัดบทดื้อๆด้วยสีหน้าเครียดเล็กน้อย

“เอ๋ รู้จักสิ”เฮย์จิไม่ค่อยหาเรื่องมากลุ้มบ่อยนัก คัทซึฮะเลยสงสัยไม่น้อยที่เฮย์จิทำหน้าอย่างนี้”ก็เป็นลูกชายคนเดียวของราชวงศ์คุโด้ที่โดนล้มไปเมื่อเกือบ10ปีก่อนไงล่ะ อะไรกันเรื่องแค่นี้นายยังไม่รู้อีกเหรอ?”

“ก็10ปีก่อนฉันยังเด็กอยู่นี่นา ไม่มีเวลามาสนใจข่าวคราวของคนแก่พวกนี้หรอก”

คัทซึฮะหน้าเครียดแทนเฮย์จิทันทีเพราะเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่เธอสนใจมาแต่เล็ก

“แต่จะถามทำไมน่ะ ในเมื่อเขาก็ถูกฆ่าพร้อมครอบครัวและคนสนิทตั้งแต่กบฏครั้งนั้นแล้วนี่นา?”

ถูกฆ่า?อะไรกัน แล้วที่เราเห็นล่ะ ผีเรอะ?งี่เง่าเกินไป หรือว่าเจ้ากบฏปล่อยข่าวลวงว่าฆ่าเสียสิ้นทั้งตระกูลแต่เหลือเขาไว้เพื่อจุดประสงค์อะไรบางอย่าง

/เรื่องที่เจ้าจะมาเอาชิวิตข้าก็กุขึ้นทั้งสิ้น/

ถึงว่าสิ เพราะรู้ว่าที่อื่นๆต่างคิดว่าตนตายไปแล้วเพราะฉนั้นเรื่องที่จะมีใครจะมาลอบฆ่าจึงเป็นไปไม่ได้

“…เฮ้ เฮย์จิ คิดอะไรอยู่น่ะ เหม่อแล้วนะ เอ้า!”คัทซึฮะวางห่อสัมภาระต่อหน้าเฮย์จิ”กลับไปโอซาก้ากันเถอะ”

“คืนพรุ่งนี้ข้าจะเข้าไปที่นั่นอีกครั้ง”

“เห???”

***

-กลางดึกคืนรุ่งขึ้น-

ณ ห้องเดิม ชินอิจิยังคงอยู่ที่นั่น หนังสือมากมายวางกระจัดกระจายหมายเพียงเป็นเครื่องแก้เหงา แต่เจ้าของกองหนังสือพวกนั้นผล็อยหลับไปได้นานแล้ว

ไออุ่นจากผ้าเนื้อดีลอดผ่านออกมาโดนแก้มของชินอิจิ

“เอ้า ตื่นแล้วเหรอ”

ชินอิจิสะดุ้งทันทีเมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นชายในชุดนินจาสีดำคนเดียวกันกับวันก่อน

“เจ้า…อีกแล้วเหรอ”

“ไหงพูดงั้นล่ะ อุตส่าห์มาหาหมายเป็นเพื่อน”

“ใครต้องการเป็นเพื่อนกับคนลึกลับปิดบังตนเองอย่างเจ้ากันเล่า”

“เอาน่า อย่างน้อยข้าคงแก้เหงาได้ดีกว่ากองหนังสือพวกนั้น”

ชินอิจิหน้าแดงและบึ้งตึงเพราะรู้สึกเสียหน้า

“ถ้าวันหลังจะมา กรุณามีมารยาทใช่ว่ามากลางดึกขณะข้าไม่รู้ตัวเช่นนี้”

“โธ่ พูดยังกะที่นี่เคาะประตูเข้ามาได้ตลอดเวลา ถ้าจะเข้ายังไงก็ต้องล่วงเวลากว่า2ทุ่มเพื่อให้ฟ้ามืดสนิทและไหนจะต้องผ่านกับดักมากมายเสียอีกเล่า”

ชินอิจิยิ้มออกมาเล็กน้อย ใบหน้าที่นิ่งเฉยตลอดแสดงความรู้สึกยินดีออกมาครั้งแรกทำให้ใจของเฮย์จิเต้นโดยไม่รู้ตัว

***

การสนธนาเรื่องสัพเพเหระผ่านไปไม่นาน

“จริงเหรอที่เจ้าถูกคุมขังไว้ที่นี่”

“…ทำไมเจ้าถึงคิดว่าไม่”

“ประตูบานข้างหน้านี้ข้าเห็นเจ้าเปิดรับลมตลอดเวลา แถมข้ามานั่งอยู่นานสองนานยังไม่เห็นมีเวรยามที่ไหนเอะใจสักคน”

“เพราะพวกเขาต่างมั่นใจในวิทยาการทางกลไกของตนมากเกินไปน่ะสิ”ชินอิจิพูดก่อนเบนหน้าไปทางประตูที่เฮย์จิพูดถึง

“ที่ประตูนั่นถ้าเจ้าเพียงย่างไปไม่เกินหนึ่งก้าวมด กลไกทั้งหลายจะทำงานทันที”

เฮย์จิเสียวสันหลังเล็กน้อย ภายใต้วิวอันหน้าอภิรมย์นั่นกลับแฝงไปด้วยอันตรายถึงเพียงนี้

“แล้วคนในราชวงศ์เจ้าคนอื่นๆยังเหลือรอดบ้างมั้ย?”เฮย์จิถามคำถามที่ทำให้ชินอิจิกระตุกหน้ากลับมาทันควัน

“เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไง”

“ก็…เพิ่งนึกได้น่ะว่าคุ้นๆชื่อคุโด้”เฮย์จิไม่กล้าบอกว่าฟังมาอีกทีเพราะกลัวจะเสียความเชื่อใจจากชินอิจิไป

“…ไม่…”

“สักคน?เจ้ารู้ได้ยังไง พวกเขาอาจจะถูกจับกุมไว้ที่ไหนสักแห่งในปราสาทนี้เหมือนเจ้าก็ได้”

“…ทุกคนถูกประหารลงต่อหน้าข้าทั้งสิ้น…”

“…?…”

“ทั้งพ่อ แม่ ท่านอากาสะ ท่านเมงูเระ…รัน …ทุกๆคน..”เสียงชินอิจิยังคงเป็นโทนเดิมแต่หายไปเป็นบางช่วง

เสียงลมมาแทนที่บทสนธนาทั้งสองไปเกือบ10ช่วงนาที

“ข้าอาจจะสมควรที่จะตายพร้อมพวกเขา แต่ข้าตัดสินใจที่จะอยู่เพื่อแก้ไขเรื่องต่างๆและฟื้นฟูเมืองที่พ่อข้ารัก ทุกครั้ง ยามที่ฟ้าสว่างยามกลางวันวิวทางหน้าต่างนั้นเป็นสิ่งที่ข้าเจ็บปวดใจที่สุด ประชาชนต่างทุกข์เข็ญ โรคภัยไข้เจ็บ การฆ่าชิงล้มตาย จลาจลทุกหย่อมหญ้า…นี่ถึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเจ้าแห่งปราสาทนี้จึงเลือกคุมขังข้าในที่แห่งนี้”

ประตูบานใหญ่เหมือนเชื้อเชิญให้ออกไปสู่อิสรภาพ แต่กลับฝังลึกไปด้วยความเจ็บปวดและความเศร้าของผู้ที่อยู่ในห้องนี้อย่างขมขื่น

ระยำ เป็นคำเดียวที่เฮย์จิคิดขึ้นมาได้กับเจ้าของปราสาทแห่งนี้

“…ข้าหวังไว้สักวันว่าจะมีโอกาส…”เมื่อดวงตาสีฟ้าเศร้าสร้อยดวงนั้นเงยหน้าขึ้นมาเห็นแววตาของเฮย์จิที่ลอดผ่านออกจากผ้าโพกคลุมหน้าสีดำซึ่งมีท่าทีไม่ต่างจากความรู้สึกของตนเท่าไร ชินอิจิจึงยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะยื่นมือที่ขาวเนียนไปสัมผัสกับใบหน้าของเฮย์จิ

“เจ้าไม่ต้องคิดมากไปหรอก เพียงมีคนที่ข้าสามารถพูดอย่างเปิดเผยด้วยได้เช่นเจ้า ข้าก็ดีใจมากแล้ว”รอยยิ้มจางๆยังคงอยู่บนใบหน้าที่หมองเศร้าของชินอิจิ ถึงตอนนี้ดวงตาสีเขียวมรกตของเฮย์จิก็สะท้อนอยู่บนดวงตาสีฟ้าของชินอิจิได้อย่างชัดเจนแล้ว

มือในผ้าสีดำยกขึ้นมาจับมือของชินอิจิไว้ ให้มือขาวนั่นกำผ้าที่ปิดหน้าของตนแล้วค่อยๆดึงออกมา

ดวงตาของชินอิจิฉายแววตกใจเมื่อเห็นเฮย์จิทำเช่นนั้น ตอนนี้ใบหน้าที่ถูกปิดมาตลอดถูกเปิดออกแล้ว

“ข้าชื่อฮัตโตริ เฮย์จิ เป็นเจ้าเมืองแคว้นโอซาก้า…ข้าขอสัญญา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะช่วยเจ้าออกจากที่นี่ให้ได้”

มือนั้นยังคงกุมมือชินอิจิอยู่ …ช่วย?…คำนี้สำหรับชินอิจิที่ถูกกักขังมานานช่างมีความหมาย การที่ใครสักคนจะยอมเข้าเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือคนที่พึ่งรู้จักนั้นหายากยิ่ง ไม่มีคำพูดอะไรออกมาจากชินอิจินอกจากน้ำหยดหนึ่งไหลลงมาจากดวงตา

“ไม่…เจ้าไม่ต้องช่วยข้าหรอก ขอแค่น้ำใจนี้ข้าก็…”

ตัวของชินอิจิล้มลงไปในอ้อมกอดของเฮย์จิจากแรงดึงเพียงเบาๆ แขนสองข้างที่โอบรัดชินอิจิอยู่เหมือนต้องการเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้ชินอิจิเพื่อไม่ล้มไปในกองแห่งความทุกข์มากกว่านี้

“ข้าตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ขอเพียงบรรลุจุดประสงค์นี้ข้าจะไม่เสียใจเลย”

แรงกอดค่อยๆคลายลงให้ใบหน้าของชินอิจิออกมาพบกันกับใบหน้าของเจ้าของวงแขนนั้น

“แล้ววันหลัง…”เฮย์จิก้มหน้าลงไปใกล้กว่าเดิม”…ถ้าเจ้าจะปฏิเสธการช่วยของใคร การร้องไห้จะทำให้ได้ผลตรงกันข้าม เจ้ารู้บ้างไหม?”

ริมฝีปากของเฮย์จิกดลงไปบนที่เดียวกันของชินอิจิ

***

“ฮัต..ฮัตโตริ…”เฮย์จิไม่ยอมให้ปากของชินอิจิว่างจนสามารถพูดไปได้มากกว่านี้ มือข้างหนึ่งของเฮย์จิจับไปที่คางของชินอิจิแล้วกดลงเพื่อจูบที่ลึกลงไปมากกว่านั้น ถึงตอนนี้ใบหน้าของชินอิจิก็ร้อนผ่าว ความรู้สึกกังวลและความรู้สึกต่อต้านเริ่มถูกแทนที่ไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ตัวเองก็ไม่เคยรู้ เรี่ยวแรงหายไปเหลือเพียงกำลังพอที่จะกอดหลังของเฮย์จิไม่ให้ตัวเองล้มลง

จูบแรกผ่านไป ชินอิจิพักตัวลงบนอกของเฮย์จิที่กำลังประคองร่างของตนอยู่ มือของชินอิจิยังคงวางอยู่บนแผ่นหลังของเฮย์จิ หัวใจยังคงเต้นแรงไม่ผ่อนผันลงเลย เฮย์จิก็เช่นกัน

“เจ้าเป็นเพื่อนคนแรก คนแรกที่เข้ามาคุยกับข้า ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นอะไร การครั้งนี้เสี่ยงเกินไป ถือว่าข้าขอร้องเจ้าอย่าเข้ามาพัวพันด้วยเลย…แล้วไหนจะแคว้นเจ้าอีก บ่าสองข้างนี้ต้องแบกน้ำหนักของประชาชนอีกหลายชีวิต หาใช่เพียงเพื่อคนอย่างข้าคนเดียว”ชินอิจิพูดด้วยความรู้สึกอ้างว้าง หักใจอย่างเหลือล้นมีเพียงคำพูดที่กล่าวไปแต่แขนทั้งสองยังกอดกุมมั่น

“แล้วเจ้าล่ะ ประชาชนต่างรอการกลับมาของเจ้า การกลับมาของความสุขสงบ ถ้าเจ้ายังอยู่ที่นี่ทุกข์เคราะห์ต่างๆก็ยังคงพัดกระหน่ำแก่พวกเขาอยู่เรื่อยไป”

ชินอิจิยันตัวเองออกมาจากเฮย์จิแล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับเฮย์จิ

“หึ” เฮย์จิเค่นหัวเราะ”ที่พูดไปมันก็แค่คำสวยหรูน่ะ พูดเหมือนกับว่าข้าเป็นคนดีห่วงใยคนอื่น…”เฮย์จิถอดถุงมือออกเพื่อให้นิ้วของตนสัมผัสกับใบหน้าของชินอิจิได้อย่างแนบชิด”…แต่สุดท้ายข้าเพียงต้องการให้เจ้าออกมาอยู่กับข้า ให้ข้าได้เห็นเจ้าทุกเมื่อเท่านั้นเอง”

มือข้างนั้นประคองหน้าชินอิจิเข้ามาใกล้อีกครั้ง การจูบเริ่มต้นขึ้นใหม่ เพียงแต่ว่ามืออีกข้างของเฮย์จิค่อยๆถอดปมที่ผูกชุดของชินอิจิออก เสื้อเริ่มคลายออกทีล่ะชิ้น เฮย์จิค่อยๆวางตัวชินอิจิลงบนฟูกเบาๆก่อนจะกดน้ำหนักร่างของตัวลงไปบนชินอิจิ ริมฝีปากเริ่มไล้ลงมา จากใบหน้าสู่ต้นคอขาวเนียน

“…ฮัตโตริ…อ๊ะ”ชินอิจิสะดุ้งเมื่อมือของเฮย์จิไล่ขึ้นมาบนขาเรื่อยๆ

เฮย์จิเงยหน้าขึ้นมาสบตากัน

“คุโด้…ข้าอยากให้เจ้าเชื่อใจข้า ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป”

คอของชินอิจิแห้งผาก อาจเป็นเพราะความกลัวหรืออะไรแต่ก็ทำให้ไม่มีคำใดๆออกจากปากชินอิจิ มีเพียงวงแขนที่ค่อยๆยกขึ้นกอดคนที่อยู่บนตัวเองอย่างช้าๆ

‘…คุโด้…’รอยยิ้มแต้มขึ้นมาบนใบหน้าของเฮย์จิ

***

-เช้าวันรุ่งขึ้น-

ค่ำคืนผ่านไปแล้ว ในห้องเหลือเพียงชินอิจินอนอยู่บนฟูกอันเดิม เมื่อแสงอาทิตย์วิ่งผ่านเข้ามาที่ประตูบานใหญ่ ชินอิจิค่อยๆลืมตาขึ้น ความรู้สึกเมื่อคืนยังคงฝังใจอยู่ ความเจ็บยังไม่จางหายแต่กระนั้นก็ตามรอยยิ้มเล็กๆก็ขึ้นมาบนใบหน้าของชินอิจิ

ชินอิจิกวาดตามองรอบๆเพื่อหาคนที่ตนอยู่ด้วยกันมาตลอดคืนถึงแม้จะรู้ว่าเขาต้องไปก่อนฟ้าสางแต่ยังคงหวังลึกๆว่าเขาจะอยู่ข้างๆไม่ไปไหน พลันสายตาก็เหลือบมองเห็นแผ่นกระดาษวางอยู่ข้างๆหมอน

/คุโด้

ข้าเองไม่อยากจากเจ้าไปในลักษณะนี้ จึงหวังเพียงให้การนี้สำเร็จโดยเร็วเพื่ออยู่เคียงเจ้าได้

ภายในห้าวันโปรดรอข้า เพื่อที่จะตระเตรียมการทางหนี ข้าสัญญาว่าจะกลับมาช่วยเจ้า

โปรดเชื่อมั่นในข้าเหมือนคืนวานที่ผ่านมา/

‘…ฮัตโตริ…’กระดาษใบนั้นชินอิจิค่อยประคองกอดไว้กับตัว พลางหลับตาถึงหน้าผู้ที่เป็นที่รัก

/ตึก ตึก/

เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาในห้องเมื่อชินอิจิหันไปหัวใจก็แทบจะหยุดเต้น เหงื่อปุดขึ้นมาบนใบหน้า ร่างกายสั่นเทา

“เมื่อคืนนี้มีความสุขดีมั้ย?”น้ำเสียงอันเย็นชาดังมาจากผู้ที่ก้าวเข้ามา ผู้ชายที่มีร่างกายสูงใหญ่ ผมยาวสีเงินยวง เจ้าผู้ครองปราสาทและโตเกียวขณะนี้หรือกบฏคนนั้น ยีน

***

-เย็นวันนั้น-

ช่วงเช้าผ่านไป ไม่มีอะไรนอกจากนั้น ยีนเดินเข้ามาแล้วจากไปทิ้งให้ชินอิจิอยู่ในห้องตามลำพังเช่นเดิมแต่นั่นยิ่งทำให้เขาคิดมากและเกรงกลัวเป็นทวีคูณ

ยีนรู้ถึงไหน? เฮย์จิจะเป็นอย่างไร?

ตกบ่าย ว็อดก้าเดินเข้ามาในห้องบอกกับชินอิจิว่ามีคำสั่งจากยีนให้ไปพบเพื่อรับอาหารเย็นด้วยกันทั้งบอกให้ชินอิจิล้างเนื้อตัวแต่งกายให้เรียบร้อยก่อนถึงเวลา

ณ ห้องโถงเล็ก สำรับอาหารถูกจัดขึ้นสองที่ ชินอิจินั่งนิ่งอยู่หน้าสำรับคนเดียว ไม่นาน เสียงประตูดังขึ้นแล้วยีนก็ก้าวเข้ามา นั่งตรงข้ามกับชินอิจิ

“เอาล่ะ เชิญ”

ชินอิจิไม่ขยับเขยื้อน

“ท่านเรียกข้ามา มีเรื่องใดจะไต่ถามกรุณาอย่าอ้อมค้อม”

“หึ ใช่ เรื่องถามน่ะมีอยู่แล้ว”ยีนพูดพลางรินสาเกลงจอกแล้วซดลงไป

“…จะเรื่องอะไรซะอีกนอกจากความสนุกสนานของเจ้าเมื่อคืน”

ชินอิจิสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยิน ถึงแม้จะเตรียมใจมาแล้วก็ตาม

“ได้…ได้โปรด จะลงโทษข้าอย่างไรก็ได้แต่อย่าถือเรื่องของเขาเป็นปัญหาเลย แค่นินจาปลายแถวเท่านั้น ถึงปล่อยไปเขาก็คงสร้างปัญหาอะไรแก่ท่านไม่ได้”

“เรื่องนั้นน่ะ ไม่เท่าไหร่หรอก”ยีนรินสาเกอีกเป็นถ้วยที่สอง”…ถึงยังไงมันก็ต้องตายอยู่แล้ว..อีก5วัน วันที่มันจะมาช่วยเจ้ายังไงล่ะ”รอยแสยะยิ้มเบื้องหน้าทำให้ชินอิจิรู้สึกขยะแขยงแต่อย่างน้อยเขาก็เบาใจที่เฮย์จิหลบออกไปอย่างไร้ร่องรอยทำให้พวกของยีนไม่สามารถตามตัวได้แล้วยีนคงยังไม่รู้ว่าเฮย์จิคือใคร อย่างน้อยเฮย์จิคงปลอดภัยจนถึงอีก5วันข้างหน้า

ชินอิจิคิดไปต่างๆนาๆ มารู้ตัวอีกทีก็เมื่อยีนลงมานั่งลงข้างๆตัวเองแล้ว

ชินอิจิทำท่าจะถอยหนีแต่ยีนก็กระชากตัวลงไปแล้วกดชินอิจิกับพื้นทันที

“รู้มั้ย? ทำไมข้าฆ่าญาติทุกคนทั้งหมดของเจ้าแต่เหลือเจ้าไว้เป็นเสี้ยนหนามต่อไป “มือของยีนรัดแน่นลงไปบนคอของชินอิจิ ด้วยแรงขนาดนี้ชินอิจิไม่สามารถขัดขืนได้เลย

“หนึ่ง เพราะความฉลาดของเจ้า เพื่อสักวันจะมีประโยชน์ให้ข้า และสอง หน้าตาและร่างกายอันนี้ของเจ้ายังไงล่ะ”แรงที่มือของยีนค่อยๆคลายออก ชินอิจิไอสำลักทันทีเพราะเกือบขาดอากาศหายใจ

“แต่เจ้ากลับทำมันแปดเปื้อน!!!”ยีนกระชากตัวชินอิจิขึ้นมาคร่อมตัวเองที่กำลังนั่งอยู่ ชุดถูกกระชากออกทีละชิ้น

“ไม่นะ!! “ชินอิจิพยายามขัดขืนแต่ไม่เป็นผล ผ้าชิ้นหนึ่งถูกนำมามัดที่ข้อมืออย่างแน่นหนา

“ข้าจะให้เจ้ารู้บ้างว่า การหลอกลวงและหักหลังข้าเป็นยังไง”ยีนยื่นหน้ามากระซิบที่ข้างหูชินอิจิด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาสุดประมาณก่อนกดน้ำหนักตัวทั้งหมดเข้าไปในร่างชินอิจิ ความเจ็บปวดที่ทรมานต่างจากเมื่อคืนโดยสิ้นเชิง ยิ่งความเจ็บปวดทางใจยิ่งร้ายกว่า น้ำตาของชินอิจิไหลลงมาไม่ขาดสายไม่ต่างอะไรกับเลือดที่ไหลออกมาเช่นเดียวกัน

/…ฮัตโตริ…/

***

-คืนหลังจากการรอการกลับมาได้2วัน-

ชินอิจิกลับมาอยู่ที่เดิม ห้องเดิม ในวันแรกชินอิจิแทบขยับตัวไม่ได้ น้ำตายังคงหลั่งต่อไปไม่หยุด จากความหวังในการเฝ้ารอ

กลายเป็นความเจ็บปวดและอับอาย ความรู้สึกสกปรกไม่จางหายออกไปจากใจชินอิจิเลย ชีวิตแทบสิ้นหวังกลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวว่าเฮย์จิจะมีอันตราย กลัวว่าคนที่เกี่ยวข้องกับเฮย์จิจะโดนเช่นไรบ้างและที่กลัวที่สุดคือ ความจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเมื่อวันวานจะถูกเฮย์จิล่วงรู้…กลัวที่จะถูกรังเกียจ

หากมีอาวุธข้างกายสักชิ้น ชินอิจิคงคิดจะปลิดชีวิตตัวเองอย่างไม่ลังเล

หลังจากจมสู่กองทุกข์นับชั่วโมง น้ำตาแห้งเหือดหมดแล้ว ความเจ็บปวดเริ่มคลี่คลาย สติเริ่มกลับคืน ชินอิจิกลับมามีตัวตนอีกครั้ง แล้วเขาเริ่มคิด

เรื่องทั้งหมดต้องไม่จบลงแบบนี้ ต้องไม่เป็นไปตามที่ยีนคาด และเฮย์จิต้องไม่เป็นอะไร…เราต้องทำอะไรสักอย่าง

ชินอิจิเงยหน้าไปบนเพดาน จุดที่ๆเป็นช่องเพดานเวลาเฮย์จิลงมาหา ชินอิจิคิดถึงเขาจับใจแต่อีกด้านก็ไม่อยากพบ ไม่อยากให้เขารับรู้สภาพตนเองตอนนี้ แล้วชินอิจิก็ตักสินใจ ปีนขึ้นไปบนช่องนั้น

/ถ้าผ่านตรงนี้ไป เราอาจจะสามารถรู้ความลับหรืออะไรบางอย่างได้ อย่างน้อยสุด คงสามารถสำรวจปราสาทนี้รอบๆได้/

เวลาผ่านไปช้าๆ การเคลื่อนไหวของชินอิจิเป็นไปอย่างระมัดระวังที่สุดบางครั้งความเจ็บปวดเกิดขึ้นมาจนทำให้ไปต่อไม่ไหว แต่สุดท้ายชินอิจิก็ลอบมาถึงห้องโถงใหญ่ ใหญ่มากๆห้องหนึ่ง ในนั้นมืดสนิท ไม่มีคนอยู่ ชินอิจิค่อยๆลงมาข้างล่างจากเพดานแล้วจุดไฟลงบนเทียนแท่งเล็กๆที่เตรียมมา

/ที่นี่คงเป็นชั้นใต้ดินของปราสาท ท่าทางเป็นเหมือนโรงงานอะไรสักอย่าง/ ชินอิจิคิดเมื่อมองไปรอบๆแล้วเห็นเครื่องจักรต่างๆมากมาย

ณ ฟากหนึ่งของห้องมีลังไม้ขนาดใหญ่มากมายรวมทั้งถังไม้อีกจำนวนมาก

/พวกนี้คืออะไร?/ชินอิจิคิดก่อนลองเปิดลังหนึ่งดู

/นี่มัน!? ปืนนี่ หรือว่าที่นี่คือโรงงานผลิตอาวุธ จำนวนมากขนาดนี้หรือว่ายีนคิดจะ…!/

ชินอิจิเก็บปืนไว้เหมือนเดิมแล้วเริ่มสนใจกับถังไม้ที่อยู่ข้างๆที่มีจำนวนไม่แพ้กัน กลิ่นที่คุ้นเคยจากถังไม้นั้นทำให้ชินอิจิตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง

***

-กลางดึกของคืนวันที่5-

หลังจากวันที่ชินอิจิพบโรงงาน เขาเริ่มออกไปที่นั่นทุกวันเพื่อทำบางอย่าง จากการที่ทั้งต้องหลบซ่อนตัว ระวังไม่ให้ใครเห็น งานที่เสี่ยงอันตรายและทำได้เฉพาะกลางคืนทำให้งานเรียบร้อยตามที่ต้องการเอาในวันนี้พอดี…วันที่เฮย์จิจะมา

ชินอิจินั่งนิ่งรอคอยเวลาที่จะมาถึง

เที่ยงคืน

เฮย์จิก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าอีกครั้งพร้อมรอยยิ้ม

“คุโด้”เฮย์จิเดินเข้าไปใกล้ คุกเข่าลงตรงหน้าก่อนที่จะยกมือขึ้นหมายจะสัมผัสใบหน้าของคนที่คิดถึงมาตลอด5วัน

“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน”เสียงที่ออกมาจากชินอิจิที่ยังก้มหน้านิ่งช่างเย็นชาจนเฮย์จิแปลกใจ

/แกร็ก/

เสียงขึ้นไกปืนดังล้อมอยู่รอบๆตัวเฮย์จิ ศัตรูนับ10ยืนอยู่รอบๆ

“หึๆๆ”เสียงยีนดังขึ้นมาจากด้านหลัง”เจ้านี่เอง หนูสกปรกสิ้นคิดที่ชอบปีนเพดานปราสาทชาวบ้าน ฮัตโตริ เฮย์จิ”

“ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คนอย่างเจ้ารู้จักชื่อข้า”เฮย์จิยิ้มกลับไปด้วยท่าทีที่เครียดขึ้น

“มาทำอะไรที่นี่อีกล่ะ ห๊ะ?”ยีนถามกลับ

“ข้าจะมาเอาตัวคุโด้ออกจากเศษสวะอย่างเจ้าน่ะสิ! เจ้าคิดว่าเจ้าทำให้เขาต้องเป็นทุกข์มาเท่าไหร่แล้ว”เฮย์จิตะโกนชี้หน้าไปที่ยีน

“ทุกข์?เจ้าพูดเรื่องอะไร ข้าให้เขาอยู่ในห้องที่วิวดีที่สุดที่สามารถมองวิวของโตเกียวได้ทั่ว ให้เขาพบกับหน้าครอบครัวคนรู้จักก่อนพวกมันจะสิ้นใจ และ…”ยีนเดินเข้าไปหาชินอิจิที่นั่งอยู่แล้วคุกเข่าลงข้างๆก่อนที่จะจับคางชินอิจิขึ้นมาใกล้ๆหน้าของตัวเอง”…เมื่อ4คืนก่อนข้ายังให้ความสุขกับเขาอยู่เลย จริงมั้ย คุโด้”ยีนดันคางขึ้นมาก่อนจูบลงไป

“เขาเยี่ยมมาก”ยีนเงยหน้าไปมองเฮย์จิ

“นายไม่คิดอย่างนั้นหรอกเหรอ ฮ่าๆๆ”เสียงหัวเราะของยีนบาดลึกเข้าไปในใจของเฮย์จิ

“ไม่ ไม่จริงใช่มั้ย คุโด้”

“…จริง…”เสียงที่เฉยชาตอบกลับมาไม่ต่างอะไรจากวันที่เจอกันวันแรก แต่คราวนี้มันเย็นเฉียบมากกว่า

“นายถูกมันบังคับแน่ๆ”เฮย์จิผละสายตาออกจากชินอิจิไปที่ยีนอย่างโกรธแค้น

ชินอิจิค่อยๆยกมือขึ้นคล้องรอบคอยีนก่อนชำเลืองตามองไปที่เฮย์จิ

“ถ้าฉันบอกว่าฉันยินยอมล่ะ?”

“..คุ คุโด้…”

“ฮ่าๆๆๆ ดีมาก ได้ยินแล้วใช่มั้ย? ทหาร ยิงมันให้เป็นจุน”

ก่อนที่ทหารจะเหนี่ยวไกปืน วิชาดาบของเฮย์จิก็ฟาดฟันเหล่าทหารพวกนั้นเสียสิ้นแล้ว แล้วตัวเฮย์จิก็หายไปดุจสายลม

***

“ไม่ต้องห่วง ยังไงๆมันก็ต้องตาย แล้วแกล่ะ เป็นอย่างไร เจ็บปวดมากมั้ยกับละครบทนี้”รอยแสยะยิ้มของยีนทำให้ชินอิจิแทบอาเจียน น้ำตาที่อดกลั้นลงมาตลอดใกล้พังทลายลง

“หึๆ คนที่ตายน่ะ แกต่างหาก”ชินอิจิหยิบสวิทซ์อันหนึ่งออกมาจากใต้ฟูก

“ตอนนี้ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว ทุกอย่างจบลง ท่าน ยีน ท่านก็ถึงกาลดับแล้วเช่นกัน”

เพียงนิ้วกดลงไปที่สวิทซ์นั้น เสียงดังราวกัมปนาทก็ดังขึ้นจากใต้ปราสาท

“เสียงนี่มัน!!”ยีนตะโกนก่อนเห็นเปลวไฟห่อหุ้มไปทั่วปราสาทของตน”แก!!!”

“ดินปืนไงล่ะ มีอย่างมากมายเลยที่ใต้ปราสาทแห่งนี้ คงคิดจะสะสมอาวุธเพื่อยึดครองประเทศล่ะสิ ข้าใช้เวลาทุกคืนๆตั้งกลไกนี้ขึ้นมา ทุกอย่างสำเร็จแล้วและก็กำลังจะจบลง นี่ไงล่ะที่เจ้าเคยพูด ‘เพราะความฉลาดของเจ้า เพื่อสักวันจะมีประโยชน์ให้ข้า’ ”

เปลวเพลิงพุ่งแรงลามเลียปราสาทไม้อย่างรวดเร็ว เสียงทหารและคนในปราสาทร้องระงมอื้ออึงไปหมด ไม่นาน ห้องที่ยีนและชินอิจิอยู่ก็เริ่มมีควันและประกายไฟ

“แกเล่นละครเพื่อให้ไอ้หน้าโง่นั่นหนีไปงั้นรึ ฮ่าๆๆ สิ้นคิด!!!”

ยีนชักดาบพกออกมาหมายจะฆ่า ชินอิจิยังคงนั่งนิ่งหลับตารอเวลาอีกไม่นานที่จะกำหนดชะตาตัวเองทุกอย่าง

/…ฮัตโตริ…/

ก่อนที่เสียงแหวกอากาศจากดาบของยีนจะฟันลงถึงคอชินอิจิก็ถูกขัดขวางด้วยดาบอีกเล่มหนึ่ง เสียงโลหะกระทบกันก้องกังวานทำให้ชินอิจิลืมตาขึ้น

ท่ามกลางม่านควันและเปลวไฟ สิ่งที่ชินอิจิเห็นคือการดวลดาบของคนสองคน คนหนึ่งคือผู้ที่เกลียดที่สุด และอีกผู้หนึ่ง ผู้ที่เป็นที่รักที่สุด

การดวลเป็นไปอย่างคู่คี่ นอกจากต้องหลบฝีมือของอีกฝ่ายที่ใช่ว่าจะจัดการได้โดยง่ายแล้ว ยังต้องคอยหลบเปลวเพลิวที่พัดไหวไปตามแนวลม ปราสาทเริ่มทรุดเอียงจากการพังทลายทีละส่วนเหมือนเร่งเวลาให้รีบตัดสินกันเร็วขึ้น…ดาบสุดท้ายตัดสินเป็นตายถูกกำหนดขึ้น ฝ่ายที่ถูกเลือกให้แพ้ล้มลงนอนตายกลางเปลวเพลิง ตายในปราสาทที่ตนไขว่คว้าแย่งมาและกำลังจะกลายเป็นจุนไปพร้อมกับตัว

“ไปกันเถอะ คุโด้”

มือที่คุ้นเคยยื่นออกมารับ ก่อนที่เปลวไฟจะกลืนกินทุกอย่างในห้องนั้น

***

-เวลาผ่านไป5เดือน-

ณ เนินแห่งหนึ่ง ที่สามารถมองเห็นโตเกียวได้ชัด ปราสาทใหม่กำลังถูกบูรณะสร้างขึ้นแทนปราสาทเดิมที่มอดไหม้ไปแล้ว

“อีกไม่นาน ข้าก็จะได้กลับบ้านข้า”ชินอิจิพูดกับผู้ที่ยืนอยู่เคียงข้าง

“ประชาชนทุกคน ณ ที่นี้ต่างเห็นพ้องต้องสิ้นแล้วที่จะรับเลือกให้ข้าเป็นผู้ครองแคว้นต่อไป”

“คุโด้”วงแขนใหญ่อบอุ่นประคองกอดคนตรงหน้าจากทางด้านหลังอย่างแผ่วเบา

“ข้า…ขออย่างนึงได้มั้ย”

“หือ?”

“ขอให้เจ้าไปอยู่กับข้า อยู่ด้วยกัน ใกล้ชิดกันที่โอซาก้าเหมือนเมื่อ5เดือนก่อนได้มั้ย?”

“พูดอะไรอย่างนั้น”ชินอิจิหัวเราะเบาๆ”ข้าขอบใจ ที่เจ้าให้ที่พักพิงข้าตอนที่กำลังสร้างปราสาทใหม่ แต่อยู่ด้วยกันมาตลอด5เดือนแล้วยังไม่เบื่ออีกเหรอ”ชินอิจิหันหลังกลับไปมองคนที่กำลังกอดตัวเองอยู่

“บ้าสิ ต่อให้อยู่ข้างกันจนตายข้าก็ไม่มีวันพูดอย่างนั้นเด็ดขาด!”

“…”

“คุโด้?”

“ขอบใจมากนะ ตั้งแต่ครั้งนั้น ครั้งที่เจ้ามาช่วยตอนไฟไหม้ปราสาท ข้านึกว่าเจ้าจะไม่กลับมา”ชินอิจิเงียบไปสักครู่”ข้าคิดว่าเจ้าคงรังเกียจข้าเรื่องนั้น”

“ข้าต่างหากล่ะที่ต้องขอโทษ ขอโทษที่ดูแลเจ้าได้ไม่ดีพอ ช่างเถอะ อย่าคิดเรื่องนี้อีกเลยตอนนี้ ข้าไม่ต้องการคำขอโทษ คำเสียใจอะไรทั้งนั้น ขอแค่อยู่ข้างๆข้าเท่านั้นก็พอ”

พอชินอิจิได้ฟังคำพูดนั้นก็ค่อยๆหลับตาลง แล้วพิงไปข้างหลัง

“แต่ยังไงๆข้าก็ทิ้งโตเกียวไปไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ”แล้วชินอิจิก็สะบัดตัวออกจากเฮย์จิก่อนเดินไปแล้วทิ้งเขาไว้ข้างหลัง

“อ้าว เฮ้”

“แต่ยังไงก็เถอะ”ชินอิจิหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มอย่างสดใส”เรื่องที่จะต้องมาหาข้าบ่อยๆก็เป็นหน้าที่ของเจ้านะ เป็นนินจาทั้งที เรื่องแค่นี้สบายอยู่แล้วใช่มั้ย?”

วันนั้นท้องฟ้าโตเกียวปลอดโปร่งแจ่มใสเหลือเกิน บ้านเมืองกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

วิวที่นอกหน้าต่างบานนั้นถูกลบเลือนไปเสียสิ้นแล้ว

***

THE END